การออกแบบฐานรากและประเมินต้นทุนที่แม่นยำ เริ่มจากการรู้คุณสมบัติของชั้นดินใต้แปลงโครงการ Soil Boring Test คือกระบวนการเจาะเก็บตัวอย่างดินจากผิวลึกลงไปจนถึงระดับที่ออกแบบ จากนั้นนำตัวอย่างเข้าทดสอบในห้องปฏิบัติการ เพื่อจัดทำ Boring Log ที่เป็นข้อมูลตั้งต้นของผู้ออกแบบโครงสร้าง
การเจาะสำรวจชั้นดินมีจุดประสงค์เพื่อสำรวจข้อมูลธรณีเทคนิคเบื้องต้น ทราบลำดับและความหนาของแต่ละชั้นดิน รวมถึงคุณสมบัติพื้นฐาน ใช้เป็นข้อมูลให้ผู้ออกแบบนำไปคำนวณกำลังรับน้ำหนัก ความลึก และชนิดของฐานรากที่เหมาะสม
งานสนามประกอบด้วยขั้นตอนการเก็บตัวอย่างดิน (Soil Sampling) และการทดสอบตอกทะลวงแบบมาตรฐาน (Standard Penetration Test — SPT) จากนั้นนำตัวอย่างเข้าทดสอบในห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ASTM







เลือกตำแหน่งหลุมเจาะให้ครอบคลุมพื้นที่โครงการ ตามผังการสำรวจที่ออกแบบไว้
เคลื่อนย้ายอุปกรณ์เข้าตำแหน่ง ติดตั้งโครงสามขาให้จุดศูนย์กลางตรงกับหลุมเจาะ
ติดตั้งรอกแขวนบนสามขา สวมสายยางท่อน้ำจากปั๊มน้ำเข้าสู่ก้านเจาะ
ในชั้นดินอ่อนถึงแข็งปานกลาง ใช้สว่านหมุนเจาะลึกครั้งละ 0.50–1.00 เมตร
ทุกระยะที่กำหนด ทำการเก็บตัวอย่างด้วยกระบอกเก็บดินและบันทึกค่า N–value จาก SPT
เก็บตัวอย่างละเอียดในช่วง 4 เมตรแรก จากนั้นเก็บทุก 1.50 เมตร จนถึงระดับที่กำหนด
ทีมวิศวกร COE ของเราพร้อมเข้าหน้างานทั่วประเทศ ตอบกลับภายใน 1 วันทำการ
งานถนน พื้นโรงงาน และฐานรากตื้น ต้องการความมั่นใจว่าดินที่บดอัดแล้วได้ความหนาแน่นตามที่ผู้ออกแบบกำหนด Field Density Test ใช้วิธีแทนที่ทราย (Sand Cone Method) เพื่อหาปริมาตรของหลุมที่ขุดออกมาแล้วเปรียบเทียบกับน้ำหนักดินที่ได้
การทดสอบความหนาแน่นของดินในสนามมีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบหลังการบดอัดว่าได้ความหนาแน่นตามข้อกำหนดหรือไม่ หากบดอัดมากเกินจะสิ้นเปลืองทั้งค่าแรงงานและเชื้อเพลิง แต่ถ้าบดอัดน้อยจะไม่ผ่านเกณฑ์
การทดสอบจะเปรียบเทียบความหนาแน่นของดินในสนามกับความหนาแน่นสูงสุดจากผลในห้องปฏิบัติการ ใช้วิธีแทนที่ทราย (Sand Cone Method) ตามมาตรฐาน ASTM D 1556 หรือ AASHTO T 191






ปรับพื้นผิวทดสอบให้เรียบขนาดประมาณ 40 × 40 ซม. วางแผ่นฐานรองและตอกตะปูยึด ปัดฝุ่นออกให้หมด
ใช้อุปกรณ์เจาะดินตรงกลางแผ่นฐานให้ลึกประมาณ 10–15 ซม. ก้นหลุมต้องเสมอปาก
เก็บดินที่ขุดได้ทั้งหมด นำไปชั่งและจดบันทึก แบ่งส่วนหนึ่งไปหาค่าความชื้น
คว่ำกรวยทรายลงบนปากหลุม เปิดวาล์วปล่อยทรายลงหลุม ระวังอย่ากระเทือน
เมื่อทรายหยุดไหลปิดวาล์ว นำกรวย + ทรายที่เหลือชั่งและจดบันทึก
คำนวณหาค่าความหนาแน่นเปียก ความหนาแน่นแห้ง และเปอร์เซ็นต์การบดอัด
| สมการ | ความหมาย |
|---|---|
| γsand = Wsand / V | ความหนาแน่นของทรายมาตรฐาน |
| W₇ = W₄ − W₃ | น้ำหนักทรายที่ลงในหลุมจริง |
| V₁ = W₇ / γsand | ปริมาตรของหลุมที่ขุด |
| γwet = Wwet / V | ความหนาแน่นของดินเปียก |
| γdry = γwet / (1 + ω/100) | ความหนาแน่นของดินแห้ง |
ทีมวิศวกร COE ของเราพร้อมเข้าหน้างานทั่วประเทศ ตอบกลับภายใน 1 วันทำการ
หลังตอกหรือเจาะเสาเข็มเสร็จ ก่อนขึ้นงานโครงสร้าง ต้องยืนยันว่าเสาเข็มแต่ละต้นรับน้ำหนักได้ตามที่ออกแบบ Dynamic Load Test ให้ข้อมูลรวดเร็ว แม่นยำ และครอบคลุมเสาเข็มจำนวนมากในเวลาสั้น
การทดสอบกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มแบบพลศาสตร์ใช้ตุ้มน้ำหนักปล่อยกระแทกที่หัวเสาเข็ม แรงกระแทกทำให้เกิดคลื่นความเค้นอัดเคลื่อนที่ลงในเสาเข็มด้วยความเร็วที่ขึ้นกับคุณสมบัติของเสาเข็ม
คลื่นจะสะท้อนกลับเมื่อแรงต้านทานจากแรงเสียดทาน แรงต้านปลายเข็ม และพื้นที่หน้าตัดเปลี่ยนแปลง สัญญาณบันทึกโดย Strain Transducer และ Accelerometer ติดตั้งบริเวณหัวเสาเข็ม
สัญญาณถูกแปลงเป็นแรงและความเร็ว แล้วนำมาวิเคราะห์หากำลังรับน้ำหนักทางสถิตศาสตร์ด้วยโปรแกรม CAPWAP (Case Pile Wave Analysis Program)







เตรียมเปิดเข็มสูง 0.70–1.00 เมตร พื้นที่เพียงพอให้ช่างติดตั้งอุปกรณ์ทดสอบ
ติดตั้ง Accelerometer และ Strain Transducer ที่ด้านข้างเสาเข็ม 2 จุดตรงข้าม ห่างจากหัวเข็มลงไป 1.5 เท่าของหน้าตัด
ใช้กระสอบป่านและไม้อัดรองหัวเสาเข็มแทนการครอบหมวก เพื่อปรับสมดุลของหน้าตัด
ยกตุ้มในระยะ 0.30–2.00 เมตร และปล่อยกระแทกที่หัวเข็ม
อ่านและบันทึกสัญญาณจาก PDA ขณะทดสอบเพื่อยืนยันคุณภาพข้อมูล
ส่งข้อมูลเข้าวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม CAPWAP เพื่อหากำลังรับน้ำหนักสุดท้าย
| รูปแบบ | วัตถุประสงค์ |
|---|---|
| Initial Driving Test | ทดสอบระหว่างตอกเสาเข็มเพื่อหยั่งหาความลึก |
| Re-Strike Drive Test | ทดสอบหลังตอกหรือเจาะเสร็จ เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ |

ทีมวิศวกร COE ของเราพร้อมเข้าหน้างานทั่วประเทศ ตอบกลับภายใน 1 วันทำการ
ก่อนเทคอนกรีตปิดทับ จำเป็นต้องมั่นใจว่าเสาเข็มแต่ละต้นไม่มีรอยแตก คอด หรือชำรุดใต้ดิน Seismic Test ทำได้รวดเร็ว ไม่ทำลายเสาเข็ม และเหมาะกับการตรวจสอบจำนวนมากภายในเวลาจำกัด
การทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเป็นการทดสอบแบบไม่ทำลาย เริ่มจากเตรียมหัวเสาเข็มโดยปัดฝุ่นและเช็ดน้ำปูนให้สะอาด
ติดหัววัดสัญญาณ (Accelerometer) บนหัวเสาเข็มด้วยดินน้ำมัน ใช้ค้อนพลาสติกเคาะที่หัวเสาเข็มในแนวขนานกับแกนของเสาเข็ม รอบ ๆ หัววัดสัญญาณ 2–3 ครั้ง
กราฟคลื่นสัญญาณระหว่างความเร็วกับเวลา (Velocity Trace) จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อประเมินสภาพความสมบูรณ์




ตรวจสอบให้คอนกรีตหัวเสาเข็มมีอายุไม่น้อยกว่า 7 วัน และคุณภาพดีเพียงพอ
สกัดหัวเสาเข็มให้เห็นเนื้อคอนกรีตจริง พื้นผิวเรียบเพียงพอที่จะติดหัววัดให้แนบสนิท
ปัดฝุ่น เช็ดให้สะอาดและแห้ง ไร้สิ่งกีดขวางบนหัวเสาเข็ม
ติดหัววัด Accelerometer ด้วยดินน้ำมัน บนตำแหน่งที่กำหนด
ใช้ค้อนพลาสติกเคาะรอบ ๆ หัววัด 2–3 ครั้ง บันทึกสัญญาณ Velocity Trace
นำข้อมูลเข้าวิเคราะห์ในแทบเล็ต ประเมินค่า BETA เพื่อสรุปสภาพของเสาเข็ม
| ค่า BETA (β) | สภาพของเสาเข็ม |
|---|---|
| 0.90 – 1.00 | สมบูรณ์ (Pile OK) |
| 0.80 – 0.90 | เสียหายเล็กน้อย (Minor Defect) |
| 0.60 – 0.80 | เสียหาย (Major Defect) |
| ต่ำกว่า 0.60 | เสาเข็มหัก (Broken) |


ทีมวิศวกร COE ของเราพร้อมเข้าหน้างานทั่วประเทศ ตอบกลับภายใน 1 วันทำการ
สำหรับโครงการที่ต้องการความมั่นใจสูงสุดในกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็ม Static Load Test คือมาตรฐานทองคำ — ใช้น้ำหนักจริงค่อย ๆ กระทำกับหัวเสาเข็มแล้ววัดการทรุดตัวที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้น เพื่อให้ได้กราฟ Load–Settlement ที่นำไปวิเคราะห์น้ำหนักประลัยได้อย่างแม่นยำ
การทดสอบเสาเข็มแบบสถิตเป็นวิธีที่ให้ผลแม่นยำสูงสุดและเป็นมาตรฐานในงานออกแบบฐานราก ใช้น้ำหนักจริงค่อย ๆ กระทำกับหัวเสาเข็ม แล้ววัดค่าการทรุดตัวที่เกิดขึ้นเป็นขั้น ๆ
นำผลที่ได้มาวาดกราฟ Load–Settlement ใช้ตรวจสอบว่าเสาเข็มรับน้ำหนักได้ตามที่ออกแบบหรือไม่ และวิเคราะห์น้ำหนักประลัยด้วยวิธี Davisson, Mazurkiewicz หรือ Chin
วิธีที่นิยมคือ Maintained Load Test (MLT) ตาม ASTM D 1143 — เพิ่มน้ำหนักทดสอบเป็นขั้น ๆ คงค่าและบันทึกการทรุดตัวจนคงที่ จนถึงน้ำหนักทดสอบ 200% ของน้ำหนักออกแบบ






เตรียมหัวเสาเข็ม ตัดแต่งให้เรียบและตั้งฉาก จัดวางแผ่นเหล็กกระจายแรงและแม่แรงไฮดรอลิก
ติดตั้ง Dial Gauge / LVDT ทั้ง 4 ตำแหน่งรอบหัวเสาเข็ม ยึดกับ Reference Beam
ให้น้ำหนักเริ่มต้น (Seating Load) ประมาณ 5% ของน้ำหนักทดสอบ ตั้งค่าเริ่มต้นทุกเกจ
เพิ่มน้ำหนักเป็นขั้น ขั้นละ 25% ของน้ำหนักออกแบบ บันทึกการทรุดตัวที่เวลา 0, 1, 2, 4, 8, 15, 30, 60, 90, 120 นาที จนกระทั่งอัตราการทรุดน้อยกว่า 0.25 มม./ชม.
เพิ่มน้ำหนักสูงสุด 200% ของน้ำหนักออกแบบ คงค่าไว้ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง
ลดน้ำหนักเป็นขั้น 25% ขั้นละไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง บันทึกการคืนตัวจนกลับสู่ศูนย์
| วิธี | การใช้งาน |
|---|---|
| Davisson Offset | วิธีนิยมที่สุด ใช้พิจารณาค่ากำลังรับน้ำหนักประลัย |
| Mazurkiewicz | วิเคราะห์จากกราฟ Load–Settlement โดยตรง |
| Chin–Kondner | ใช้เมื่อยังไม่ถึงน้ำหนักประลัยจากการทดสอบ |
ทีมวิศวกร COE ของเราพร้อมเข้าหน้างานทั่วประเทศ ตอบกลับภายใน 1 วันทำการ
งานก่อสร้างที่วางบนชั้นดินโดยตรง — ถนน พื้นโรงงาน ฐานรากตื้น — ต้องมั่นใจว่าดินรับน้ำหนักได้โดยไม่ทรุดตัวเกินเกณฑ์ Plate Bearing Test คือมาตรฐานวัดค่าหน่วยแรงกดอัดของดินที่จุดคลาก โดยใช้แผ่นเหล็กกลม 12 นิ้ว
การทดสอบมีจุดประสงค์เพื่อหากำลังรับน้ำหนักของโครงสร้างที่รองรับด้วยพื้นดิน โดยที่ดินไม่เกิดการทรุดตัวเกินเกณฑ์ที่กำหนด
การพิจารณาค่าหน่วยแรงกดอัดดินที่จุดคลาก (Yield Pressure) — จุดสุดท้ายที่ดินยังคงพฤติกรรมอีลาสติก — พิจารณาจากกราฟ Double Log Scale
หากไม่สามารถพิจารณาจุดคลากได้ อาจใช้เกณฑ์การทรุดตัวไม่เกิน 10 มม. หรือคำนวณค่าการทรุดของแผ่นเหล็กกับฐานรากที่การทรุด 25 มม.







เตรียมพื้นที่ทดสอบให้เรียบและได้ระดับ ใช้ทรายละเอียดปรับให้สนิท
วางแผ่นเหล็ก ⌀ 12 นิ้วลงตรงศูนย์กลางและปรับระดับให้ได้ระนาบ
วางแผ่นเหล็กขนาดรองลงไปบนแผ่นแรกให้ร่วมศูนย์กันทุกแผ่น
ติดตั้งแม่แรงไฮดรอลิกบนแผ่นเหล็ก ให้แกนอยู่กึ่งกลางชุดบรรทุก
ติดตั้ง Dial Gauge บนแผ่นเหล็กล่างสุด 3 ตัว ทำมุมระหว่างกัน 120 องศา
ให้ Seating Load แล้วลดทันที ทำซ้ำจนเข็มเกจหยุดนิ่ง ตั้งค่า Zero Mark
| ขั้นตอน | รายละเอียด |
|---|---|
| เพิ่มน้ำหนัก 10 ขั้น | 0% – 10 – 20 – 30 – 40 – 50 – 60 – 70 – 80 – 90 – 100% |
| ลดน้ำหนัก 4 ขั้น | 100% – 75 – 50 – 25 – 0% |
| คงน้ำหนักแต่ละขั้น | ไม่น้อยกว่า 15 นาที |
| อ่านค่าทรุดตัว | ที่เวลา 0, 1, 2, 4, 8 และ 15 นาที |
ทีมวิศวกร COE ของเราพร้อมเข้าหน้างานทั่วประเทศ ตอบกลับภายใน 1 วันทำการ
ก่อนเริ่มออกแบบโครงการ ต้องมีแผนที่ภูมิประเทศที่ถูกต้องเป็นจุดตั้งต้น งานสำรวจของ FFT ใช้เทคโนโลยีผสมระหว่าง Total Station, RTK GNSS และโดรน (Photogrammetry) เพื่อให้ได้ทั้งความละเอียดและความครอบคลุมสูงสุด
งานสำรวจภูมิประเทศจัดทำแผนที่แสดงรายละเอียดของลักษณะภูมิประเทศ ทั้งระดับความสูง–ต่ำ ตำแหน่งอาคาร สิ่งก่อสร้าง ถนน ระบบสาธารณูปโภค รวมถึงสิ่งกีดขวางต่าง ๆ
การสำรวจสมัยใหม่ใช้เครื่อง Total Station ร่วมกับ RTK GNSS และในพื้นที่ขนาดใหญ่ใช้ UAV (โดรน) ถ่ายภาพและสร้างแบบจำลอง 3 มิติ (Photogrammetry)






วางแผนหมุดควบคุม อ้างอิงระบบ UTM/WGS84 หรือระบบของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
วัดหมุดควบคุมและตรวจสอบความถูกต้องด้วยการรังวัดซ้ำ
เก็บรายละเอียดภูมิประเทศและสิ่งก่อสร้างที่มีอยู่เดิม
ประมวลผลข้อมูลด้วยซอฟต์แวร์ จัดทำเส้นชั้นความสูง (Contour Line)
วาดและจัดทำแผนที่ภูมิประเทศตามมาตราส่วน 1:200 / 1:500 / 1:1000
คำนวณปริมาตรขุด-ถม (Cut & Fill) และส่งมอบไฟล์ CAD + PDF
ทีมวิศวกร COE ของเราพร้อมเข้าหน้างานทั่วประเทศ ตอบกลับภายใน 1 วันทำการ
ปรึกษาทีมวิศวกรของเราได้ฟรี รับใบเสนอราคาที่ชัดเจน ครอบคลุมทุกขอบเขตงาน — ตอบกลับภายใน 1 วันทำการ